Sunday, April 14, 2024

วัดเขาตะเครา

 วัดเขาตะเครา

วัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่จากบทระพันธ์ “เพลงยาวหม่อมพิมเสน” ในสมัยอยุธยา มีปรากฏชื่อ “วัดเขาดิน” ที่เป็นชื่อเดิมของวัดเขาตะเครา และต่อมายังปรากฏในนิราศเมืองเพชรของกวีเอกสุนทรภู่ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปที่คนทั่วไปเรียกว่า “หลวงพ่อเขาตะเครา หรือหลวงปู่ทองวัดเขาตะเครา” ซึ่งได้ประพันธ์ไว้เมื่อพ.ศ.2375 

โดยชื่อวัดเขาตะเคราแห่งนี้ สร้างด้วยจิตศรัทธาจากเจ้าสัวชาวจีนที่ได้พระพุทธรูปมา จึงได้สละทรัพย์สร้างขึ้นโดยให้ลูกน้องชาวจีนเป็นผู้ควบคุมงาน และผู้ควบคุมงานนี้เป็นคนไว้หนวดเครายาว ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า วัดเขาจีนเครา แต่ในเวลาต่อมาการออกเสียงได้เปลี่ยนจาก “จีน” เป็น “ตา” และจากสระอา กลายเป็นสระอะ จึงได้เป็นคำว่า วัดเขาตะเครา 

วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อวัดเขาตะเครา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางคุ้มมาร สูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว ภายนอกเห็นเป็นปูนปั้นลาย ภายในองค์พระเป็นทองคำ หรือทองสัมฤทธิ์ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2302 สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรี ได้อพยพหนีข้าศึกพม่าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ปากคลองแม่กลอง สมุทรสงคราม ใกล้วัดร้างชื่อ วัดศรีจำปา ชาวบ้านแหลมที่อพยพไปอยู่บริเวณนั้นได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า “วัดแหลม หรือวัดบ้านแหลม” ชาวบ้านส่วนใหญ่ซึ่งประกอบอาชีพประมงได้ออกไปลากอวนหาปลาน้ำตื้นบริเวณชายฝั่งทะเลปากอ่าว บังเอิญปากอวนได้สะดุดติดกับวัตถุใต้น้ำซึ่งทุกครั้งเข้าใจว่าเป็นตอไม้แต่ครั้งนี้ได้ช่วยกันลงไปงมวัตถุที่ติดกับปากอวนขึ้นมาปรากฏว่าสิ่งที่งมได้นั้น เป็นพระพุทธรูป 2 องค์  องค์แรกเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สูง 6 ฟุต อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว จึงนำพระพุทธรูปทั้งสององค์ ไปประดิษฐานไว้ที่โรงมุงด้วยจากข้างหมู่บ้านก่อน ต่อมาเมื่อสร้างวัดเสร็จจึงนำพระพุทธรูปองค์ยืน ปางอุ้มบาตรนั้นประดิษฐานที่วัดนั้นและเรียกชื่อพระพุทธรูปว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อบ้านแหลม” ตามชื่อของชาวบ้านนั้น ต่อมาวัดบ้านแหลมได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงชื่อว่า “วัดเพชรสมุทรวรวิหาร”ส่วนพระพุทธรูปองค์นั่งปางมารวิชัยชาวบ้านได้นำมาประดิษฐานไว้ที่วิหารบนยอดเขาตะเครา และเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นเวลานานกว่าสองร้อยปี พุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างเคารพนับถือล่ำลือในความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลานานได้มานมัสการปิดทององค์หลวงพ่อกันมากโดยมิได้มีการลอกทองคำที่ปิดออกเลยนับเป็นเวลาร้อยๆ ปี กระทั่ง ตา หู จมูก มองไม่เห็นเลยองค์ท่านกลมเหมือนลูกฝัก จึงเรียกว่า “หลวงพ่อทองวัดเขาตะเครา” 

ที่ตั้ง  1004 ตำบล บางครก อำเภอ บ้านแหลม เพชรบุรี 76110

 https://maps.app.goo.gl/4zFEC3jHxegEJqf26

Monday, November 8, 2021

ทำสมาธิไม่ได้ดี….?

 😌 #ทำสมาธิไม่ได้ดี..?

🙇ผู้ถาม : "หลวงพ่อขอรับ ผมทำสมาธิทุกวัน ๆ ละหนึ่งชั่วโมงมาเป็นเวลา ๒๐ปีแล้วครับ  มันไม่ไปเหนือไปใต้เลยไม่ทราบว่าติดขัดอะไร  หรือมีเวรกรรมประเภทไหนมาปิดบัง  ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแก้หน่อยเถิดขอรับ?"



▪️หลวงพ่อ : "สมาธินี่ถ้าทำเฉยๆ ก็ไม่ไปไหนนะ  มันก็อยู่แค่ฌาน  ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้  น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน  น่ากลัวจะตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน  มันขึ้นฌานไม่ไหว  ไต่บันไดแกร๊กๆ

**แต่ความจริงถ้าเรื่องสมาธิจริงๆ นะถ้าหากว่าได้จริงๆ  #ก็อยู่แค่ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ  ก็ทรงตัวบ้าง  เดินหน้าบ้างถอยหลังไปบ้าง  ไปข้างหน้า ๑ก้าว ถอยหลัง ๕ก้าว #ทีนี้ผลปฎิบัติจริงๆ #เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ #ต้องหวังตัดสังโยชน์  ถ้าจะบอกว่าวิปัสสนาญาณก็จะมากไป  ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์  ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด  ไม่ใช่ดูสมาธิ

▪️อันดับแรก #ความโลภ  อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่าเบาลงไปไหม  ประการที่ ๒ #ความโกรธ เบาไหม  ประการที่ ๓ #ความหลง เบาลงไหม  สิ่งที่มีความสำคัญคือ...

๑. #ลืมความตายหรือเปล่า

๒. #เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม

๓. #มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม

๔. #หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่า..?

**เขาดูตรงนี้นะ  มุ่งเอาสมาธิกลุ้มใจตายมันไม่มีการทรงตัว  เวลาใดร่างกายดีไม่มีอารมณ์กลุ้ม  ร่างกายอ่อนเพลียหน่อย  สมาธิก็ทรุดตัว เอาแค่สมาธิไปไม่รอด"

🙇ผู้ถาม : "เมื่อภาวนาไปไม่ได้  อย่างนี้จะมีโอกาสบรรลุธรรมเบื้องสูงหรือเปล่าครับ ?"

▪️หลวงพ่อ : "ทะลุธรรมแน่  จุดหมายปลายทางเขาคือสังโยชน์"

🙇ผู้ถาม : "ทีนี้ถ้าหากไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าตั้งใจว่าถ้าตายเมื่อไหร่ไปนิพพานเมื่อนั้น  พอจะไปได้ไหมครับหลวงพ่อ...?"

▪️หลวงพ่อ : "พอเห็นทางแต่ไม่เข้าทาง"

🙇ผู้ถาม : " ๒๐ ปีแล้วนะครับ"

▪️หลวงพ่อ : " ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้  ถ้าเข้าทางจริงต้องคิดว่า 

๑. #ชีวิตนี้ต้องตาย ตัวสักกายทิฎฐินะ

๒. #วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า  พระธรรมและพระอริยสงฆ์ 

๓. #มีศีล ๕ บริสุทธิ์

๔.#มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน  อันนี้จึงจะได้  อันนี้ถึงจะเข้าทางหรือเข้าเขตเลย

........................

📙📚หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เล่มที่๑๐ หน้าที่๖๙ -๗๐🙏🙏🙏 🍂💐🍂💐🍂💐 ( ขอขอบคุณภาพ )🙏

Saturday, November 6, 2021

แก้คนที่หลงลืม



 ถาม : ที่บ้านมีคุณย่าอายุ ๙๓ ปีแล้ว เห็นท่านทำบุญมาตลอดชีวิต แต่พออายุมากแล้วเริ่มหลง จึงเป็นห่วงจิตสุดท้ายของท่านจะอยู่ในความหลงหรือขาดสติเพราะความชรา พยายามขอให้ท่านกำหนดลมหายใจ ท่านก็ฟังแต่ไม่ได้ทำด้วยความหลงลืม ขอคำแนะนำแก้ไขด้วยครับ ?

ตอบ : แก้ไขอันดับแรก ก็คือ แก้ไขความคิดของโยมก่อน การทำบุญไม่ได้แปลว่าแก่แล้วจะไม่หลง เพราะการทำบุญเป็นแค่ทาน การที่จะรักษากำลังใจให้แก่แล้วไม่หลงนั้น สมาธิภาวนาต้องทรงตัว ถึงแม้สมาธิภาวนาทรงตัว เซลล์สมองก็มีเสื่อมบ้าง แต่สภาพจิตจะมั่นคง ถึงแม้ว่าบางส่วนจะหลงลืม แต่เรื่องของธรรมะไม่ลืมแน่นอน ไม่ใช่ทำบุญแล้วเวลาแก่จะไม่หลง


ฉะนั้น..วิธีแก้ไขคนที่หลงลืม ก็คือ อย่างน้อย ๆ ต้องภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวให้ได้ คงต้องพยายามเคี่ยวเข็ญคุณยายให้มากหน่อย ไม่อย่างนั้นก็มีแต่อาการจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะนี้โบราณเขาบอกว่า ขี้แตกแล้วค่อยขุดส้วม ไม่ทันได้ใช้หรอก


ถาม : ผมเคยเจอบางคนเปิดเสียงหลวงพ่อ เปิดเสียงสวดมนต์ให้ฟัง พอได้ไหมครับ ?

ตอบ : ได้ตรงอนุสสติ ใจเกาะความดีได้ แต่ถ้าจะไม่ให้หลงเลยก็ยังประกันความเสี่ยงไม่ได้ เนื่องจากบุคคลที่สมาธิทรงตัวระดับทรงฌานได้แล้ว ก่อนตายถ้ามีกรรมมาแทรกยังพลัดจากฌานได้ ตรงนี้ต้องระวังให้ได้ บางคนภาวนาทรงฌานได้แต่โดนแกล้ง เผลอจังหวะนิดเดียว โดนใครทุบข้างฝาดังปัง..! สมาธิเคลื่อน แล้วก็ตายตอนนั้น ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไปอยู่ชั้นจาตุมหาราช ทั้ง ๆ ที่ควรจะไปอยู่พรหมเพราะกำลังของฌาน ถือว่าเสียประโยชน์ไปมาก


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. 

(หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)


เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๕๖

บริจาคอวัยวะ และร่างกายครับ



 Default บริจาคอวัยวะ และร่างกายครับ




ถาม : กระผมอยากบริจาคอวัยวะทุกอย่างที่ใช้ได้และร่างกาย แต่พอแจ้งกับแม่ว่าจะทำการบริจาค แม่มักจะห้ามไม่ให้บริจาค แล้วไม่คุยเรื่องนี้ด้วยทุกครั้งที่กระผมพยายามจะพูด ถ้าจะไปบริจาคเลยโดยไม่แจ้งให้ท่านทราบ แล้วค่อยกลับมาเล่าให้ท่านทราบภายหลัง กระผมจะมีบาปที่ทำกับแม่หรือไม่ครับ ?
ตอบ :  ถ้าทำโง่ ๆ แบบนั้นก็บาป..! ไปบริจาคแล้วอย่าบอกกับท่านก็หมดเรื่อง  



ถาม : การบริจาคเลือดเป็นประจำ ได้บุญเหมือนกับการบริจาคอวัยวะ และร่างกายหรือไม่ครับ ?
ตอบ : การบริจาคเลือดถือว่าเป็นทานตัดชีวิตอย่างหนึ่ง ส่วนอานิสงส์การบริจาคอวัยวะอื่น ๆ จะต่างกันไป อย่างเช่น บริจาคดวงตา เกิดชาติใหม่ก็จะมีสายตาดี แต่บางคนกลัวว่าเกิดใหม่แล้วจะตาบอด
การบริจาคเลือดเป็นทานสละชีวิตเพราะตัดชีวิตของเราเองแบ่งให้กับผู้อื่นเขาไป อานิสงส์เหล่านี้ถ้าไม่ได้ทำบุญอื่นเลย จะส่งผลให้อย่างน้อยเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ที่มา : https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3609



__________________

อานิของการซ่อมพระ

โยมเอาพระแตกมาถวาย พระอาจารย์กล่าวว่า "ส่วนใหญ่พวกเราไปกลัวพระแตก พระหัก ถ้าซ่อมขึ้นมาจะได้อานิสงส์เบญจกัลยาณีด้วย ต้องเรียกว่าทิ้งบุญไปแบบน่าเสียดาย ไม่มีอะไรซ่อมแค่ติดกาวไว้ก็ยังดี



นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาลชาวไทย ตอนได้รับมงกุฎแล้ว แวะไปกราบหลวงพ่อวัดท่าซุง พวกเราก็ถามหลวงพ่อท่านว่า พอจะบอกได้ไหมครับ ว่าทำไมภรณ์ทิพย์ถึงได้รางวัล ? หลวงพ่อท่านบอกว่า ชาติก่อนรักษาศีลและเจริญเมตตาเป็นปกติ ซ้ำยังได้ซ่อมพระพุทธรูปด้วย เกิดมาก็เลยกลายเป็นคนสวยที่สุดในโลกของยุคนี้


เป็นอย่างไร ลืมป้าปุ๋ยไปหรือยัง ? ไม่ได้สวยอย่างเดียวนะ ตอนนี้รวยบรรลัยเลย เพราะว่าสามีรวย ยังอุตส่าห์เดินทางไปทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กไปทั่วโลก ต้องบอกว่าคนมีบุญแล้วต่อบุญตัวเองเป็น แบบเดียวกับโจวเหวินฟะ กับ หลี่เหลียนเจี๋ย บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ บริจาคเงินให้พระพุทธศาสนาบ้าง ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีบุญและต่อบุญตัวเองเป็น ใช้บุญตัวเองเป็น อานิสงส์จะตามไปชาติถัด ๆ ไป ถ้าต่อบุญตัวเองไม่เป็น หมดชาตินี้ ชาติต่อไปก็จะลำบาก"


___

🙏 เก็บตก​บ้าน​เติม​บุญ​ ต้นเดือน​สิงหาคม​ ๒๕๖๒

กฐินทาน

 กฐินสำคัญที่ผ้าไตร



กฐินทานนั้นสำคัญที่สุดก็อยู่ตรงผ้าไตร ส่วนอื่น ๆ เป็นได้แค่บริวารกฐิน 

บุคคลที่ถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา ถ้าเกิดชาติใหม่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ถ้าท่านเป็นชาย ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ลอยมาสวมตัวให้ ถ้าท่านเกิดเป็นผู้หญิงจะมีเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์ 


เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้ มีลักษณะเป็นรูปนกยูงรำแพน โดยมีช่วงต่อออกมาเป็นเสื้อคลุม เสื้อคลุมนี้ร้อยขึ้นมาจากแก้วมณี ๑๑ ทะนาน แก้วไพฑูรย์ ๒๒ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๒ ทะนาน เป็นต้น สิ่งที่ใช้ร้อยแก้วนั้นก็คือด้ายเงินและด้ายทอง จึงทำให้ชุดนี้มีน้ำหนักมหาศาล ถ้าหากว่าไม่ได้ประกอบด้วยบุญหรือว่าไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าของจริง ๆ จะไม่สามารถยกขึ้นได้ เครื่องประดับชิ้นนี้ในสมัยพุทธกาลมีผู้หญิงอยู่ ๓ คน ด้วยกันที่มี คนแรกคือ นางวิสาขามหาอุบาสิกา คนที่สองคือ นางมัลลิกาเทวี ภรรยาของพันธุลเสนา คนที่สามคือ ภรรยาของโจรที่ชื่อว่า เทวนานิยะ เครื่องประดับชิ้นนี้มีราคา ๙ โกฏิของสมัยนั้น 


๑ โกฏิ ถ้าว่าตามหลักของภาษาบาลี คือ ๑๐ ล้าน ก็แปลว่า ราคาต่ำสุดก็คือ ๙๐ ล้านของสมัยนั้น สมัยนี้ ๙,๐๐๐ ล้านไม่ทราบว่าจะซื้อได้หรือไม่ เพราะว่าแก้วมณีก็คือเพชร ร้อยขึ้นมาจากเพชร ๑๑ ทะนาน แล้วยังมีแก้วประพาฬแก้วไพฑูรย์อีกอย่างละ ๒๒ ทะนาน 


การทำบุญในพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าทำแล้วไม่สูญเปล่า ทำแล้วต้องได้ผลแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น


ที่มา http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php...

+++

สายการปฏิบัติ

 วันก่อนเห็นในกระทู้ว่าเขาแปลกันแบบผิด ๆ เขาลงกระทู้ว่า "สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวที่จะทำให้บรรลุมรรคผล" แล้วก็เข้าไปเถียงกันกระจายอยู่ตรงนั้น



เขาแปลจากคำว่า ‘เอกายโน’ เอกะ คือ หนึ่ง , อายนะ คือ หนทาง เขาบอกว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะนำสัตว์ไปสู่ความบริสุทธิ์ ในเมื่อแปลอย่างนั้นก็ต้องทะเลาะกับชาวบ้านเขา ต้องแปลว่า ‘นี่เป็นหนทางหนึ่งซึ่งนำสัตว์ไปสู่ความบริสุทธิ์’ จะได้รู้ว่าที่เหลืออีกเป็นหมื่นเป็นพันสายยังมีอยู่


ปัจจุบันนี้บรรดาท่านที่เรียนมาสายปริยัติ โดยเฉพาะเรียนในส่วนของวิปัสสนาภาวนา ก็มักจะแปลว่าเป็นทางสายเดียว ถ้าเป็นทางสายเดียวแล้วพระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ทำไม ? แต่เขาก็จะแปลว่าทางสายเดียว ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ


อาตมาอยากจะบอกว่ามหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนทั่วไป ท่านสอนชาวกุรุซึ่งชาวกุรุเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่มาสืบเชื้อสายบนโลกมนุษย์ทำให้ฉลาดเกินมนุษย์ทั่วไป มีความละเอียดของจิตมาก มีความชอบใจในมหาสติปัฏฐานสูตรเพราะว่ามีรายละเอียดมาก ในเมื่อไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป พวกเราก็จะรู้สึกว่าถ้าเป็นส่วนของกายในกายเราก็จะพอเข้าใจไปได้ พอเป็นเวทนาในเวทนาก็ชักจะไปไม่เป็น พอเป็นจิตในจิต หรือธรรมในธรรม บางทีก็เข้าไม่ถึงเลย เพราะว่าความละเอียดของใจของเราไม่เท่ากับเขา


ต้องบอกว่าธรรมะหลายต่อหลายส่วนเหมาะเฉพาะสถานที่ บุคคล หรือกาลเวลานั้น ๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้จำนวนมากต่อมากด้วยกัน แต่เขาก็มาสรุปว่ามีอย่างเดียวนี่แหละ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ยกไปได้เลย เหลือแค่มหาสติปัฏฐานสูตรอย่างเดียวที่ทำให้บรรลุมรรคผล ต้องบอกว่าเรียนอย่างเดียวไม่ได้ทำ ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาทำกันอย่างไร


ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาถกเถียงกัน ถ้าเราเถียงกันเมื่อไรก็กลายเป็นเอากิเลสมาชนกัน ก็แปลว่าเสียท่ากิเลสตั้งแต่ต้นเลย หลักการปฏิบัติมีไว้ทำ ไม่ได้มีไว้เถียงกัน ถ้าใครมาถามชนิดไม่ได้ง้างปากกันจริง ๆ ก็ไม่บอกกันง่าย ๆ หรอก เพราะว่าแต่ละคนจะมีทิฐิของตนอยู่ ในเมื่อมีทิฐิของตนอยู่ ถ้าเห็นไม่ตรงกันเมื่อไรก็ทะเลาะกันเมื่อนั้น


ในส่วนของหลักการปฏิบัติ ในปัจจุบันนี้ในทางศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมแห่งประเทศไทยได้สรุปเอาไว้ใหญ่ ๆ ๕ สายด้วยกันคือ สายพุทโธ สายสัมมาอะระหัง สายพองยุบ สายรูปนาม แล้วก็สายสติปัฏฐานแบบท่านพุทธทาส อาตมาเองพยายามผลักดันจนกระทั่งทางมหาจุฬาฯ เอามโนมยิทธิไปบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาธรรมะภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นธรรมะภาคปฏิบัติ ๗ ก็คือธรรมะภาคปฏิบัติสุดท้ายของปริญญาตรี แต่เขาไม่ให้อาตมาเป็นคนเขียน เขาไปหาข้อมูลมาเขียนกันเอง เลยออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ ชื่อว่ามโนมยิทธิ แต่อาตมาไม่คุ้นเคยเลย ไว้มีโอกาสค่อยไปปรับใหม่ เพราะว่าคนเขียนไม่ได้ปฏิบัติมาเองก็เลยไม่เข้าใจ จึงตีความผิด


จะว่าไปแล้วหลักการปฏิบัติไม่ได้ต้องการยอมรับจากนักวิชาการ แต่อยู่ที่ว่าญาติโยมยอมรับและปฏิบัติตามหรือเปล่า ? ถ้ายอมรับและปฏิบัติตามเป็นจำนวนหนึ่งและเหนียวแน่นพอ ก็จะเป็นสายการปฏิบัติขึ้นมาเอง แต่สายการปฏิบัติทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทั้งนั้น ครูบาอาจารย์ท่านชำนาญอย่างไร ท่านก็เอาอย่างนั้นมาสอน เราก็ไปเถียงกันว่าของเธอสู้ฉันไม่ได้ ของฉันดีกว่าเธอ สายการปฏิบัติอะไรก็ตามถ้ามาในส่วนของศีล สมาธิ ปัญญา ช่วยให้รัก โลภ โกรธ หลงบรรเทาเบาบางลง หรือสามารถที่จะละรัก โลภ โกรธ หลงได้ ก็ถือว่าเป็นสายการปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งนั้น เพียงแต่ว่าพอถึงเวลาแล้วทิฐิขึ้นหน้า ก็เลยไม่ค่อยจะยอมรับสายอื่นกัน


หลักการปฏิบัติทั้งหมด ถ้าไม่มีอิทธิบาทซึ่งเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ก็ยากที่จะทำแล้วเกิดผล อิทธิบาท ๔ ต้องถือว่าเป็นหญ้าปากคอก อยู่ใกล้หูใกล้ตามากจนกระทั่งลืม

ฉันทะ ต้องมีความยินดี มีความพอใจเราถึงมาปฏิบัติ วิริยะ มีความพากเพียรบากบั่น การปฏิบัติจึงจะสำเร็จได้ จิตตะ คือกำลังใจจดจ่อจับมั่นอยู่ไม่แปรผันเป็นอื่น วิมังสาคือไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอ ๆ ว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ทำไปถึงไหน ? เหลืออีกเท่าไร ? เป็นต้น


นักเทศน์เขาแต่งเป็นกลอนเอาไว้ว่า “พอใจพอใจใฝ่ความรู้ เพียรอยู่เพียรอยู่ไม่ท้อถอย จดจ่อจดจ่อเฝ้ารอคอย ทวนบ่อยทวนบ่อยไม่หลงลืม” ก็คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสานั่นแหละ ส่วนใหญ่พวกเรามีฉันทะแบบไฟไหม้ฟาง คือมาวูบเดียว ถ้าไก่ไม่สุกก็อดกิน ในเมื่อมีฉันทะแค่ไฟไหม้ฟาง วิริยะคือความเพียรก็พลอยน้อย ความแน่วแน่ของกำลังใจไม่มี ใครว่าอะไรดีที่ไหนก็ไปกับเขาหมด แล้วก็ลืมเป้าหมายของตัวเองว่าจะทำอะไร จะโดนกิเลสหลอกลักษณะอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โดนเท่าไรก็ไม่รู้จักเข็ดเหมือนกัน

...................................

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน

www.watthakhanun.com

วัดเขาตะเครา

 วัดเขาตะเครา วัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่จากบทระพันธ์ “เพลงยาวหม่อมพิมเสน” ในสมัยอยุธยา มีปรากฏชื่อ “วัดเขาดิน” ที่เ...