Monday, November 8, 2021

ทำสมาธิไม่ได้ดี….?

 😌 #ทำสมาธิไม่ได้ดี..?

🙇ผู้ถาม : "หลวงพ่อขอรับ ผมทำสมาธิทุกวัน ๆ ละหนึ่งชั่วโมงมาเป็นเวลา ๒๐ปีแล้วครับ  มันไม่ไปเหนือไปใต้เลยไม่ทราบว่าติดขัดอะไร  หรือมีเวรกรรมประเภทไหนมาปิดบัง  ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแก้หน่อยเถิดขอรับ?"



▪️หลวงพ่อ : "สมาธินี่ถ้าทำเฉยๆ ก็ไม่ไปไหนนะ  มันก็อยู่แค่ฌาน  ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้  น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน  น่ากลัวจะตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน  มันขึ้นฌานไม่ไหว  ไต่บันไดแกร๊กๆ

**แต่ความจริงถ้าเรื่องสมาธิจริงๆ นะถ้าหากว่าได้จริงๆ  #ก็อยู่แค่ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ  ก็ทรงตัวบ้าง  เดินหน้าบ้างถอยหลังไปบ้าง  ไปข้างหน้า ๑ก้าว ถอยหลัง ๕ก้าว #ทีนี้ผลปฎิบัติจริงๆ #เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ #ต้องหวังตัดสังโยชน์  ถ้าจะบอกว่าวิปัสสนาญาณก็จะมากไป  ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์  ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด  ไม่ใช่ดูสมาธิ

▪️อันดับแรก #ความโลภ  อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่าเบาลงไปไหม  ประการที่ ๒ #ความโกรธ เบาไหม  ประการที่ ๓ #ความหลง เบาลงไหม  สิ่งที่มีความสำคัญคือ...

๑. #ลืมความตายหรือเปล่า

๒. #เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม

๓. #มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม

๔. #หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่า..?

**เขาดูตรงนี้นะ  มุ่งเอาสมาธิกลุ้มใจตายมันไม่มีการทรงตัว  เวลาใดร่างกายดีไม่มีอารมณ์กลุ้ม  ร่างกายอ่อนเพลียหน่อย  สมาธิก็ทรุดตัว เอาแค่สมาธิไปไม่รอด"

🙇ผู้ถาม : "เมื่อภาวนาไปไม่ได้  อย่างนี้จะมีโอกาสบรรลุธรรมเบื้องสูงหรือเปล่าครับ ?"

▪️หลวงพ่อ : "ทะลุธรรมแน่  จุดหมายปลายทางเขาคือสังโยชน์"

🙇ผู้ถาม : "ทีนี้ถ้าหากไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าตั้งใจว่าถ้าตายเมื่อไหร่ไปนิพพานเมื่อนั้น  พอจะไปได้ไหมครับหลวงพ่อ...?"

▪️หลวงพ่อ : "พอเห็นทางแต่ไม่เข้าทาง"

🙇ผู้ถาม : " ๒๐ ปีแล้วนะครับ"

▪️หลวงพ่อ : " ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้  ถ้าเข้าทางจริงต้องคิดว่า 

๑. #ชีวิตนี้ต้องตาย ตัวสักกายทิฎฐินะ

๒. #วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า  พระธรรมและพระอริยสงฆ์ 

๓. #มีศีล ๕ บริสุทธิ์

๔.#มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน  อันนี้จึงจะได้  อันนี้ถึงจะเข้าทางหรือเข้าเขตเลย

........................

📙📚หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เล่มที่๑๐ หน้าที่๖๙ -๗๐🙏🙏🙏 🍂💐🍂💐🍂💐 ( ขอขอบคุณภาพ )🙏

Saturday, November 6, 2021

แก้คนที่หลงลืม



 ถาม : ที่บ้านมีคุณย่าอายุ ๙๓ ปีแล้ว เห็นท่านทำบุญมาตลอดชีวิต แต่พออายุมากแล้วเริ่มหลง จึงเป็นห่วงจิตสุดท้ายของท่านจะอยู่ในความหลงหรือขาดสติเพราะความชรา พยายามขอให้ท่านกำหนดลมหายใจ ท่านก็ฟังแต่ไม่ได้ทำด้วยความหลงลืม ขอคำแนะนำแก้ไขด้วยครับ ?

ตอบ : แก้ไขอันดับแรก ก็คือ แก้ไขความคิดของโยมก่อน การทำบุญไม่ได้แปลว่าแก่แล้วจะไม่หลง เพราะการทำบุญเป็นแค่ทาน การที่จะรักษากำลังใจให้แก่แล้วไม่หลงนั้น สมาธิภาวนาต้องทรงตัว ถึงแม้สมาธิภาวนาทรงตัว เซลล์สมองก็มีเสื่อมบ้าง แต่สภาพจิตจะมั่นคง ถึงแม้ว่าบางส่วนจะหลงลืม แต่เรื่องของธรรมะไม่ลืมแน่นอน ไม่ใช่ทำบุญแล้วเวลาแก่จะไม่หลง


ฉะนั้น..วิธีแก้ไขคนที่หลงลืม ก็คือ อย่างน้อย ๆ ต้องภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวให้ได้ คงต้องพยายามเคี่ยวเข็ญคุณยายให้มากหน่อย ไม่อย่างนั้นก็มีแต่อาการจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะนี้โบราณเขาบอกว่า ขี้แตกแล้วค่อยขุดส้วม ไม่ทันได้ใช้หรอก


ถาม : ผมเคยเจอบางคนเปิดเสียงหลวงพ่อ เปิดเสียงสวดมนต์ให้ฟัง พอได้ไหมครับ ?

ตอบ : ได้ตรงอนุสสติ ใจเกาะความดีได้ แต่ถ้าจะไม่ให้หลงเลยก็ยังประกันความเสี่ยงไม่ได้ เนื่องจากบุคคลที่สมาธิทรงตัวระดับทรงฌานได้แล้ว ก่อนตายถ้ามีกรรมมาแทรกยังพลัดจากฌานได้ ตรงนี้ต้องระวังให้ได้ บางคนภาวนาทรงฌานได้แต่โดนแกล้ง เผลอจังหวะนิดเดียว โดนใครทุบข้างฝาดังปัง..! สมาธิเคลื่อน แล้วก็ตายตอนนั้น ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไปอยู่ชั้นจาตุมหาราช ทั้ง ๆ ที่ควรจะไปอยู่พรหมเพราะกำลังของฌาน ถือว่าเสียประโยชน์ไปมาก


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. 

(หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)


เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๕๖

บริจาคอวัยวะ และร่างกายครับ



 Default บริจาคอวัยวะ และร่างกายครับ




ถาม : กระผมอยากบริจาคอวัยวะทุกอย่างที่ใช้ได้และร่างกาย แต่พอแจ้งกับแม่ว่าจะทำการบริจาค แม่มักจะห้ามไม่ให้บริจาค แล้วไม่คุยเรื่องนี้ด้วยทุกครั้งที่กระผมพยายามจะพูด ถ้าจะไปบริจาคเลยโดยไม่แจ้งให้ท่านทราบ แล้วค่อยกลับมาเล่าให้ท่านทราบภายหลัง กระผมจะมีบาปที่ทำกับแม่หรือไม่ครับ ?
ตอบ :  ถ้าทำโง่ ๆ แบบนั้นก็บาป..! ไปบริจาคแล้วอย่าบอกกับท่านก็หมดเรื่อง  



ถาม : การบริจาคเลือดเป็นประจำ ได้บุญเหมือนกับการบริจาคอวัยวะ และร่างกายหรือไม่ครับ ?
ตอบ : การบริจาคเลือดถือว่าเป็นทานตัดชีวิตอย่างหนึ่ง ส่วนอานิสงส์การบริจาคอวัยวะอื่น ๆ จะต่างกันไป อย่างเช่น บริจาคดวงตา เกิดชาติใหม่ก็จะมีสายตาดี แต่บางคนกลัวว่าเกิดใหม่แล้วจะตาบอด
การบริจาคเลือดเป็นทานสละชีวิตเพราะตัดชีวิตของเราเองแบ่งให้กับผู้อื่นเขาไป อานิสงส์เหล่านี้ถ้าไม่ได้ทำบุญอื่นเลย จะส่งผลให้อย่างน้อยเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ที่มา : https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3609



__________________

อานิของการซ่อมพระ

โยมเอาพระแตกมาถวาย พระอาจารย์กล่าวว่า "ส่วนใหญ่พวกเราไปกลัวพระแตก พระหัก ถ้าซ่อมขึ้นมาจะได้อานิสงส์เบญจกัลยาณีด้วย ต้องเรียกว่าทิ้งบุญไปแบบน่าเสียดาย ไม่มีอะไรซ่อมแค่ติดกาวไว้ก็ยังดี



นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาลชาวไทย ตอนได้รับมงกุฎแล้ว แวะไปกราบหลวงพ่อวัดท่าซุง พวกเราก็ถามหลวงพ่อท่านว่า พอจะบอกได้ไหมครับ ว่าทำไมภรณ์ทิพย์ถึงได้รางวัล ? หลวงพ่อท่านบอกว่า ชาติก่อนรักษาศีลและเจริญเมตตาเป็นปกติ ซ้ำยังได้ซ่อมพระพุทธรูปด้วย เกิดมาก็เลยกลายเป็นคนสวยที่สุดในโลกของยุคนี้


เป็นอย่างไร ลืมป้าปุ๋ยไปหรือยัง ? ไม่ได้สวยอย่างเดียวนะ ตอนนี้รวยบรรลัยเลย เพราะว่าสามีรวย ยังอุตส่าห์เดินทางไปทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กไปทั่วโลก ต้องบอกว่าคนมีบุญแล้วต่อบุญตัวเองเป็น แบบเดียวกับโจวเหวินฟะ กับ หลี่เหลียนเจี๋ย บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ บริจาคเงินให้พระพุทธศาสนาบ้าง ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีบุญและต่อบุญตัวเองเป็น ใช้บุญตัวเองเป็น อานิสงส์จะตามไปชาติถัด ๆ ไป ถ้าต่อบุญตัวเองไม่เป็น หมดชาตินี้ ชาติต่อไปก็จะลำบาก"


___

🙏 เก็บตก​บ้าน​เติม​บุญ​ ต้นเดือน​สิงหาคม​ ๒๕๖๒

กฐินทาน

 กฐินสำคัญที่ผ้าไตร



กฐินทานนั้นสำคัญที่สุดก็อยู่ตรงผ้าไตร ส่วนอื่น ๆ เป็นได้แค่บริวารกฐิน 

บุคคลที่ถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา ถ้าเกิดชาติใหม่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ถ้าท่านเป็นชาย ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ลอยมาสวมตัวให้ ถ้าท่านเกิดเป็นผู้หญิงจะมีเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์ 


เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้ มีลักษณะเป็นรูปนกยูงรำแพน โดยมีช่วงต่อออกมาเป็นเสื้อคลุม เสื้อคลุมนี้ร้อยขึ้นมาจากแก้วมณี ๑๑ ทะนาน แก้วไพฑูรย์ ๒๒ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๒ ทะนาน เป็นต้น สิ่งที่ใช้ร้อยแก้วนั้นก็คือด้ายเงินและด้ายทอง จึงทำให้ชุดนี้มีน้ำหนักมหาศาล ถ้าหากว่าไม่ได้ประกอบด้วยบุญหรือว่าไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าของจริง ๆ จะไม่สามารถยกขึ้นได้ เครื่องประดับชิ้นนี้ในสมัยพุทธกาลมีผู้หญิงอยู่ ๓ คน ด้วยกันที่มี คนแรกคือ นางวิสาขามหาอุบาสิกา คนที่สองคือ นางมัลลิกาเทวี ภรรยาของพันธุลเสนา คนที่สามคือ ภรรยาของโจรที่ชื่อว่า เทวนานิยะ เครื่องประดับชิ้นนี้มีราคา ๙ โกฏิของสมัยนั้น 


๑ โกฏิ ถ้าว่าตามหลักของภาษาบาลี คือ ๑๐ ล้าน ก็แปลว่า ราคาต่ำสุดก็คือ ๙๐ ล้านของสมัยนั้น สมัยนี้ ๙,๐๐๐ ล้านไม่ทราบว่าจะซื้อได้หรือไม่ เพราะว่าแก้วมณีก็คือเพชร ร้อยขึ้นมาจากเพชร ๑๑ ทะนาน แล้วยังมีแก้วประพาฬแก้วไพฑูรย์อีกอย่างละ ๒๒ ทะนาน 


การทำบุญในพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าทำแล้วไม่สูญเปล่า ทำแล้วต้องได้ผลแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น


ที่มา http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php...

+++

สายการปฏิบัติ

 วันก่อนเห็นในกระทู้ว่าเขาแปลกันแบบผิด ๆ เขาลงกระทู้ว่า "สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวที่จะทำให้บรรลุมรรคผล" แล้วก็เข้าไปเถียงกันกระจายอยู่ตรงนั้น



เขาแปลจากคำว่า ‘เอกายโน’ เอกะ คือ หนึ่ง , อายนะ คือ หนทาง เขาบอกว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะนำสัตว์ไปสู่ความบริสุทธิ์ ในเมื่อแปลอย่างนั้นก็ต้องทะเลาะกับชาวบ้านเขา ต้องแปลว่า ‘นี่เป็นหนทางหนึ่งซึ่งนำสัตว์ไปสู่ความบริสุทธิ์’ จะได้รู้ว่าที่เหลืออีกเป็นหมื่นเป็นพันสายยังมีอยู่


ปัจจุบันนี้บรรดาท่านที่เรียนมาสายปริยัติ โดยเฉพาะเรียนในส่วนของวิปัสสนาภาวนา ก็มักจะแปลว่าเป็นทางสายเดียว ถ้าเป็นทางสายเดียวแล้วพระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ทำไม ? แต่เขาก็จะแปลว่าทางสายเดียว ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ


อาตมาอยากจะบอกว่ามหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนทั่วไป ท่านสอนชาวกุรุซึ่งชาวกุรุเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่มาสืบเชื้อสายบนโลกมนุษย์ทำให้ฉลาดเกินมนุษย์ทั่วไป มีความละเอียดของจิตมาก มีความชอบใจในมหาสติปัฏฐานสูตรเพราะว่ามีรายละเอียดมาก ในเมื่อไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป พวกเราก็จะรู้สึกว่าถ้าเป็นส่วนของกายในกายเราก็จะพอเข้าใจไปได้ พอเป็นเวทนาในเวทนาก็ชักจะไปไม่เป็น พอเป็นจิตในจิต หรือธรรมในธรรม บางทีก็เข้าไม่ถึงเลย เพราะว่าความละเอียดของใจของเราไม่เท่ากับเขา


ต้องบอกว่าธรรมะหลายต่อหลายส่วนเหมาะเฉพาะสถานที่ บุคคล หรือกาลเวลานั้น ๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้จำนวนมากต่อมากด้วยกัน แต่เขาก็มาสรุปว่ามีอย่างเดียวนี่แหละ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ยกไปได้เลย เหลือแค่มหาสติปัฏฐานสูตรอย่างเดียวที่ทำให้บรรลุมรรคผล ต้องบอกว่าเรียนอย่างเดียวไม่ได้ทำ ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาทำกันอย่างไร


ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาถกเถียงกัน ถ้าเราเถียงกันเมื่อไรก็กลายเป็นเอากิเลสมาชนกัน ก็แปลว่าเสียท่ากิเลสตั้งแต่ต้นเลย หลักการปฏิบัติมีไว้ทำ ไม่ได้มีไว้เถียงกัน ถ้าใครมาถามชนิดไม่ได้ง้างปากกันจริง ๆ ก็ไม่บอกกันง่าย ๆ หรอก เพราะว่าแต่ละคนจะมีทิฐิของตนอยู่ ในเมื่อมีทิฐิของตนอยู่ ถ้าเห็นไม่ตรงกันเมื่อไรก็ทะเลาะกันเมื่อนั้น


ในส่วนของหลักการปฏิบัติ ในปัจจุบันนี้ในทางศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมแห่งประเทศไทยได้สรุปเอาไว้ใหญ่ ๆ ๕ สายด้วยกันคือ สายพุทโธ สายสัมมาอะระหัง สายพองยุบ สายรูปนาม แล้วก็สายสติปัฏฐานแบบท่านพุทธทาส อาตมาเองพยายามผลักดันจนกระทั่งทางมหาจุฬาฯ เอามโนมยิทธิไปบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาธรรมะภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นธรรมะภาคปฏิบัติ ๗ ก็คือธรรมะภาคปฏิบัติสุดท้ายของปริญญาตรี แต่เขาไม่ให้อาตมาเป็นคนเขียน เขาไปหาข้อมูลมาเขียนกันเอง เลยออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ ชื่อว่ามโนมยิทธิ แต่อาตมาไม่คุ้นเคยเลย ไว้มีโอกาสค่อยไปปรับใหม่ เพราะว่าคนเขียนไม่ได้ปฏิบัติมาเองก็เลยไม่เข้าใจ จึงตีความผิด


จะว่าไปแล้วหลักการปฏิบัติไม่ได้ต้องการยอมรับจากนักวิชาการ แต่อยู่ที่ว่าญาติโยมยอมรับและปฏิบัติตามหรือเปล่า ? ถ้ายอมรับและปฏิบัติตามเป็นจำนวนหนึ่งและเหนียวแน่นพอ ก็จะเป็นสายการปฏิบัติขึ้นมาเอง แต่สายการปฏิบัติทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทั้งนั้น ครูบาอาจารย์ท่านชำนาญอย่างไร ท่านก็เอาอย่างนั้นมาสอน เราก็ไปเถียงกันว่าของเธอสู้ฉันไม่ได้ ของฉันดีกว่าเธอ สายการปฏิบัติอะไรก็ตามถ้ามาในส่วนของศีล สมาธิ ปัญญา ช่วยให้รัก โลภ โกรธ หลงบรรเทาเบาบางลง หรือสามารถที่จะละรัก โลภ โกรธ หลงได้ ก็ถือว่าเป็นสายการปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งนั้น เพียงแต่ว่าพอถึงเวลาแล้วทิฐิขึ้นหน้า ก็เลยไม่ค่อยจะยอมรับสายอื่นกัน


หลักการปฏิบัติทั้งหมด ถ้าไม่มีอิทธิบาทซึ่งเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ก็ยากที่จะทำแล้วเกิดผล อิทธิบาท ๔ ต้องถือว่าเป็นหญ้าปากคอก อยู่ใกล้หูใกล้ตามากจนกระทั่งลืม

ฉันทะ ต้องมีความยินดี มีความพอใจเราถึงมาปฏิบัติ วิริยะ มีความพากเพียรบากบั่น การปฏิบัติจึงจะสำเร็จได้ จิตตะ คือกำลังใจจดจ่อจับมั่นอยู่ไม่แปรผันเป็นอื่น วิมังสาคือไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอ ๆ ว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ทำไปถึงไหน ? เหลืออีกเท่าไร ? เป็นต้น


นักเทศน์เขาแต่งเป็นกลอนเอาไว้ว่า “พอใจพอใจใฝ่ความรู้ เพียรอยู่เพียรอยู่ไม่ท้อถอย จดจ่อจดจ่อเฝ้ารอคอย ทวนบ่อยทวนบ่อยไม่หลงลืม” ก็คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสานั่นแหละ ส่วนใหญ่พวกเรามีฉันทะแบบไฟไหม้ฟาง คือมาวูบเดียว ถ้าไก่ไม่สุกก็อดกิน ในเมื่อมีฉันทะแค่ไฟไหม้ฟาง วิริยะคือความเพียรก็พลอยน้อย ความแน่วแน่ของกำลังใจไม่มี ใครว่าอะไรดีที่ไหนก็ไปกับเขาหมด แล้วก็ลืมเป้าหมายของตัวเองว่าจะทำอะไร จะโดนกิเลสหลอกลักษณะอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โดนเท่าไรก็ไม่รู้จักเข็ดเหมือนกัน

...................................

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน

www.watthakhanun.com

บุญจากการโมทนาบุญ

 ถาม : เขาได้ยินว่าเรานั่งสมาธิหรือสวดพระคาถาเงินล้าน ถ้าเขาโมทนา เขาก็ได้บุญร่วมกับเราได้ แต่ถ้าเราภาวนาแล้วใจไม่ได้เป็นสมาธิตาม คนอื่นก็จะไม่ได้บุญตาม ?


ตอบ : ถ้าเขาโง่เกินไป เขาก็ไม่ได้ #ถ้าฉลาดหน่อยเขาเห็นเรานั่งสมาธิก็โมทนาตาม #เรานั่งได้เท่าไรเขาก็ได้เท่านั้นแหละ



การโมทนา คือการยินดีในความดีของคนอื่น เมื่อเราทำบุญแล้วเขายินดีด้วย ส่วนของเราก็ได้อยู่แล้ว #คนส่วนใหญ่เห็นเขาดีมักจะอิจฉาโอกาสที่จะเห็นเขาดีแล้วเรายินดีด้วยมีน้อย การที่เราสามารถละทิ้งความอิจฉาริษยา นำเอาความมุทิตาเข้ามาแทน ในส่วนที่รักษากำลังใจของเราให้ผ่องใสอย่างนี้แหละ ที่เป็นบุญเป็นกุศลกับตัวเราเอง


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

การไปพระนิพพาน

.      การจะไปพระนิพพานก็คือ การสั่งสมความดีใน ศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงระดับสูงสุด การสั่งสมในระยะแรกเป็นการเกาะความดีไว้เพื่อความไม่ประมาท จะได้ไม่หลุดไปกระทำความชั่ว แต่เมื่อทำความดีจนถึงที่สุดแล้ว สภาพจิตจะปลดวางลงเอง รู้สึกว่าเต็มแล้ว พอแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น ดีก็ไม่ยึด ชั่วก็ไม่ยึด ก็ในเมื่อดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่เอา สุคติก็ไม่เอา ทุคติก็ไม่เอา ก็จะผ่ากลางไปเอง




       ถึงวาระนั้นก็เป็นคนธรรมดายิ่งกว่าธรรมดา รู้ว่าอะไรดีก็ทำ อะไรชั่วก็ละ ไม่เกาะแล้วทั้งดีทั้งชั่ว เมื่อถึงเวลานั้นอารมณ์พระนิพพานจะเต็มอยู่ในใจของเราเอง อยู่ตรงไหนก็คือพระนิพพาน




       ดังนั้น...บรรดาท่านที่เป็นสุกขวิปัสสโก ทำไมถึงรู้ว่าตนเองตายแล้วไปนิพพานแน่ ? ก็เพราะว่าพระนิพพานอยู่กับใจตัวเอง เป็นที่ใจตัวเอง อยู่ที่ไหนก็เป็นพระนิพพาน พระนิพพานก็ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจเรานี่แหละ เพียงแต่ว่า ทำให้ถึง ทำให้ถูก ทำให้ดี ถึงเวลาแล้วก็วางไปหมดทั้งดีทั้งชั่ว แต่ก็ต้องเคารพสมมติทางโลก เขาว่าอะไรดีเราก็ทำไป เขาว่าอะไรชั่วเราก็หลีกเลี่ยง งดเว้นเสีย

.. 


เก็บตก​บ้าน​เติม​บุญ​ ต้นเดือน​พฤศจิกายน​ ๒๕​๖​๐​ 🌹🥀🌺

บิณฑบาต

 พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนนี้อาตมาเสียงหล่อมาก เป็นหวัดมาเกือบ ๒ อาทิตย์แล้ว รู้สึกว่าหวัดระยะหลังนี่หายยากมาก แต่ถ้าอยู่ที่วัดโอกาสที่จะหายก็ยาก เพราะว่าฝนตกทั้งวันทั้งคืน โดยเฉพาะตกตอนบิณฑบาต พอเริ่มเดินจากวัดฝนก็จะตก พอเดินครบ ๕ กิโลเมตรกลับจะถึงวัด ฝนก็หยุด...! เจตนาแกล้งกันชัด ๆ ถ้าเปียกเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ต้นทางนี่ไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าออกไปก็ต้องเปียก แต่มีบางครั้งเดินมาจนถึงหัวสะพานจะเข้าวัดอยู่แล้ว ฝนเทตูมลงมา เหลือไม่กี่ก้าวจะเข้าวัด เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเลย แกล้งกันจริง ๆ"




"แต่ว่าที่วัดมีกติกาที่บำเพ็ญมาโดยที่ไม่ต้องมีลายลักษณ์อักษร ก็คือ จะฝนตกแดดออก ฟ้าถล่มดินทลาย พระก็ต้องออกบิณฑบาต ญาติโยมหลายคนถามว่า “หลวงพ่อ...จนป่านนี้แล้วยังบิณฑบาตเองอีกหรือ ?” “ทำไมถึงพูดอย่างนั้นละโยม ?” โยมเขาบอกว่า “ที่อื่นเขาเป็นเจ้าอาวาส เขาก็ให้ลูกวัดบิณฑบาตให้ฉันแล้ว”

.


หลวงพ่อวัดท่าซุงไม่เคยสอนอย่างนั้น ไม่เคยสอนว่าเป็นเจ้าอาวาสแล้วให้ลูกวัดหรือเณรบิณฑบาตแทนได้ ไม่เคยสอนว่าเป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ แล้วให้ลูกวัดบิณฑบาตแทนได้"

.


"พระพุทธเจ้าของเรายังบิณฑบาตจนวาระสุดท้ายของชีวิต พระองค์ท่านบิณฑบาตมื้อสุดท้ายที่บ้านของนายจุนทกัมมารบุตร เสวยลงไปแล้วถ่ายเป็นเลือด พระองค์เกรงว่าคนจะกล่าวหาว่านายจุนทะถวายบิณฑบาตแล้วทำให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน อุตส่าห์สั่งพระอานนท์ไว้ว่า

.


"อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ ถ้าต่อไปมีใครกล่าวหานายจุนทกัมมารบุตร ขอเธอจงบอกกับเขาทั้งหลายเหล่านั้นว่า บิณฑบาต ๒ ครั้งในชีวิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าบิณฑบาตทุกครั้ง นั่นคือบิณฑบาตที่เสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และบิณฑบาตที่เสวยแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน"

.


"ในพระพุทธศาสนาของเราผู้ที่ถวายบิณฑบาตพระพุทธเจ้าแล้วได้ผลานิสงส์มากที่สุด ก็คือ นางสุชาดาเสนิยบุตร กับนายจุนทกัมมารบุตร คนหนึ่งถวายพระองค์ท่านเสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ อีกคนหนึ่งถวายเสวยแล้วปรินิพพาน"

.


"ยังมีแรงอาตมาก็เดินไปเรื่อย ๆ แต่อาตมาออกระเบียบวัดไว้แล้วว่า ภิกษุรูปใดอายุถึง ๖๐ ถ้าไม่ต้องการบิณฑบาต หรือเดินบิณฑบาตไม่สะดวก ก็ให้ไปฉันที่โรงครัวได้เลย ปัจจุบันนี้มีรูปเดียวที่ทำตามนั้น ก็คือ หลวงตาปรีชา อกิญฺจโน แต่ก็ไม่ได้ให้ท่านอยู่ว่าง ๆ นะ ระหว่างที่พระบิณฑบาต หลวงตาท่านก็เดินตรวจวัด ห้ามอยู่เฉย ๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพระออกไปหมด ใครมางัดแงะกุฏิก็ไม่รู้"




"แต่ก็อย่างว่า แก่ปานนั้นแล้วถึงโจรมาแงะจริง ๆ จะไปทำอะไรโจรได้ อาศัยที่หลวงตารูปร่างสูงใหญ่พอที่จะขู่เขาได้ แต่ต้องอย่าเดิน ยืนเฉย ๆ จ้องหน้าโจรก็พอ ถ้าเดินเดี๋ยวเขารู้ว่าแก่ เพราะว่าเดินเซแล้ว"

.. 


เก็บตก​บ้าน​วิริย​บารมี​ ต้นเดือน​สิงหาคม​ ๒๕๕๙

วัดเขาตะเครา

 วัดเขาตะเครา วัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่จากบทระพันธ์ “เพลงยาวหม่อมพิมเสน” ในสมัยอยุธยา มีปรากฏชื่อ “วัดเขาดิน” ที่เ...